Close

AAS Auto Service Co., Ltd.

Porsche | Bentley | Autoglym | Ulgo | Fenix

Search
Close this search box.

เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส จัดแสดง The Final Mulsanne รถยนต์พระที่นั่งควีนเอลิซาเบธที่ 2 คันสุดท้าย ส่งท้ายลีมูซีนในตำนาน ณ พิพิธภัณฑ์รถยนต์คลาสสิกเบนท์ลีย์

(ครูว์ 23 พฤศจิกายน 2566) เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เผยโฉมอัครยนตรกรรมลีมูซีนพระที่นั่ง Mulsanne Extended Wheelbase รุ่นปี 2563 สำหรับการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์รถยนต์คลาสสิกของเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ภายหลังจากการเสร็จสิ้นภาระกิจรับใช้สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ส่งท้ายอัครยนตรกรรมลีมูซีนอดีตรุ่นเรือธงในตำนานของแบรนด์ โดยอัครยนตรกรรมลีมูซีนรุ่นดังกล่าวเป็นรถยนต์พระที่นั่งในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ที่สั่งทำพิเศษและเป็นคันสุดท้ายของรุ่น Mulsanne (มูลซานน์) อัครยนตรกรรมที่ประกอบขึ้นโดยช่างฝีมือ ณ โรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เมืองครูว์ ประเทศอังกฤษ

 

 

Mulsanne รุ่นสุดท้ายได้ถูกรังสรรค์ขึ้นสำหรับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวเพื่อให้เหมาะสมสำหรับใช้ในพระราชกรณียกิจของพระองค์ ตัวรถยนต์พระที่นั่งมาพร้อมกับการออกแบบภายนอกด้วยเฉดสีเขียวเข้ม Barnato ที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับการออกแบบภายในห้องโดยสารด้วยหนังเฉดสีครีม Twine และเฉดสีเขียว Cumbrian พร้อมการตกแต่งด้วยวีเนียร์แบบ Burr Walnut และพรมขนแกะ ห้องโดยสารด้านหลังยังติดตั้งม่านเพื่อความเป็นส่วนตัวและตกแต่งด้วยตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรบริเวณด้านข้างประตูห้องโดยสาร ในขณะที่ที่วางแขนบริเวณคอลโซลกลางถูกถอดออกและทดแทนด้วยถาดหนังขนาดที่เหมาะสมสำหรับวางกระเป๋าถือของสมเด็จพระราชินีนาถ

 

 

 

ตัวรถยนต์พระที่นั่งได้ติดตั้งไฟตำรวจสีน้ำเงินที่ถูกปกปิดอย่างมิดชิด พร้อมด้วยไซเรน และแตร โดยมีแผงสวิตช์ควบคุมเฉพาะซ่อนอยู่ภายใต้แผงไม้วีเนียร์ด้านหลังคันเกียร์

 

 

รถยนต์พระที่นั่งมาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์รุ่น V8 ขนาด 6.75 ลิตร มอบพละกำลังกว่า 537 แรงม้า ภายนอกออกแบบด้วยล้ออัลลอยด์ขนาด 21 นิ้ว พร้อมด้วยการใช้โครเมียมสำหรับกระจังหน้าและช่องระบายอากาศบริเวณด้านหน้า โดดเด่นด้วย Flying ‘B’ มาสคอตอันเป็นเอกลักษณ์ที่จะช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับรถยนต์พระที่นั่ง สำหรับตัวรถยนต์พระที่นั่งจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นคันที่สามและคันสุดท้ายในพิพิธภัณฑ์รถยนต์คลาสสิก พร้อมกับรุ่น Mulsanne จากปี 2553 และรุ่น Mulsanne Speed ปี 2562 ซึ่งอัครยนตรกรรมลีมูซีนในตำนานทั้ง 3 คันจะเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันอัครยนตรกรรม 45 คันของเบนท์ลีย์ในระยะเวลากว่า 2.5 ปีภายในกรอบเวลาโครงการ 3 ปีในการรังสรรค์คอลเลกชันอัครยนตรกรรมขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เฉลิมฉลองประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 104 ปีของเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส

 

อัครยนตรกรรมลีมูซีนในตำนาน
อัครยนตรกรรมลีมูซีน รุ่น Mulsanne (มูลซานน์) เปิดตัว ณ Pebble Beach ในปี 2552 โดยตัวรถได้รับการพัฒนาด้วยเครื่องยนต์รุ่น V8 ขนาด 6.75 ลิตรของเบนท์ลีย์ พร้อมด้วยแชสซีใหม่ และการออกแบบภายนอกและภายในใหม่ทั้งหมด

 

ในปี 2559 Mulsanne ใหม่ได้เปิดตัวที่งาน Geneva Motor Show โดยอัครยนตรกรรมลีมูซีนได้ยกระดับมาตรฐานของความหรูหราด้วยการออกแบบภายในใหม่ด้วยเบาะโดยสาร ขอบประตู ที่วางแขนใหม่ เทคโนโลยีนำทาง และระบบความบันเทิงภายในห้องโดยสารรุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมด้วยกระจังหน้า ไฟ และฝากระโปรงหน้าดีไซน์ใหม่

 

หลังจากนั้น เบนท์ลีย์ มอเตอร์สยังได้เปิดตัว Mulsanne รุ่นฐานล้อยาวพิเศษที่มาพร้อมกับส่วนขยายกว่า 250 มิลลิเมตรจากฐานล้อเดิม ทำให้มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารส่วนหลังที่เพิ่มขึ้นสำหรับโต๊ะพับวีเนียร์ที่หรูหรา คอนโซลกลาง ที่พักขาแบบอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมด้วยผ้าม่านเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว มอบประสบการณ์การเดินทางแบบเหนือระดับให้กับผู้โดยสารในตอนหลัง

 

เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ส่งท้ายอัครยนตรกรรมลีมูซีนในปี 2563 ด้วยการผลิตซีรีส์ลิมิเต็ด เอดิชัน 30 คันสุดท้ายในชื่อ ‘6.75 Edition by Mulliner’ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องยนต์ขนาด 6.75 ลิตรในตำนาน ซึ่งได้ยุติการผลิตพร้อมกับรุ่น Mulsanne ในเวลาต่อมาหลังจากอยู่ในสายการผลิตมานานกว่า 60 ปี

 

Mulsanne ถือเป็นอัครยนตรกรรมที่อยู่ในสายการผลิตมานานกว่าทศวรรษ และกว่าทั้งหมด 7,300 คันได้รับการประกอบขึ้นโดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ณ โรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เมืองครูว์ ประเทศอังกฤษ

 

 

พิพิธภัณฑ์รถยนต์คลาสสิกเบนท์ลีย์
ในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์รถยนต์คลาสสิกเบนท์ลีย์ (Bentley’s Heritage Collection) จัดแสดงอัครยนตรกรรมกว่า 45 คัน ตั้งแต่รถยนต์เบนท์ลีย์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลกอย่าง EXP2 ขนาด 3 ลิตร ปี 2462 ไปจนถึงรุ่น Continental GT Speed ปี 2564 พร้อมกับอัครยนตรกรรมรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นตลอดหลายทศวรรษและกว่า 104 ปีที่ผ่านมา อัครยนตรกรรมกว่า 37 คันได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องสำหรับวิ่งบนท้องถนน ซึ่งรวมถึงรถแข่งเบนท์ลีย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่าง รุ่น Speed 8, รุ่น Continental GT3, รุ่น Pikes Peak และ รุ่น Ice สำหรับการบันทึกความเร็วบนพื้นน้ำแข็ง

 

อัครยนตรกรรมทุกคันในพิพิธภัณฑ์รถยนต์คลาสสิกเบนท์ลีย์ได้รับการบำรุงรักษาและจัดแสดง ณ โรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เมืองครูว์ ประเทศอังกฤษ โดยเปิดให้ลูกค้า วีไอพี แขกและสื่อมวลชน รวมถึงพนักงานของเบนท์ลีย์ได้เข้าเยี่ยมชมประวัติความเป็นมาอันยาวนานของแบรนด์ผ่านคอลเลกชันของอัครยนตรกรรมรุ่นต่างๆ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V

 

เกี่ยวกับ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด
เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าเบนท์ลีย์ทุกท่านและรถยนต์เบนท์ลีย์ทุกคันด้วยประสบการณ์อันยาวนานกว่า 37 ปี พร้อมด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือตรวจสอบและวิเคราะห์สำหรับรถยนต์เบนท์ลีย์โดยเฉพาะนำเข้าจากโรงงาน การรับประกันอะไหล่แท้ และบุคลากรที่ผ่านการอบรมอย่างเข้มข้น โดยมี Qualified High Voltage Technician หนึ่งเดียวในประเทศไทยเป็นผู้รับรองงานซ่อมและงานบำรุงรักษารถยนต์ไฮบริดตามมาตรฐานโรงงาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของรถยนต์เบนท์ลีย์ทุกท่านตามนโยบายหลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอสฯ ดูแลทั้งรถและคุณ (AAS Looking After YOU And Your CAR)” และให้ชื่อ AAS เป็น “The Name You Can Trust”

AAS Bentley Marketing

AAS Bentley Marketing