Close

September 22, 2021

แถลงการณ์ความร่วมมือระหว่างปอร์เช่ และ Siemens Energy

เริ่มต้นการก่อสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงทดแทน ลด CO2 แห่งแรกของโลก ในประเทศชิลี
• เปิดตัวโครงการสุดยิ่งใหญ่ Haru Oni สนับสนุนโดยกระทรวงเศรษฐกิจแห่งประเทศเยอรมนี
• ปอร์เช่ เตรียมใช้เชื้อเพลิง eFuels ลดมลภาวะจาก CO2 ในมอเตอร์สปอร์ต เริ่มปี 2022
• พร้อมพัฒนาแนวทางการดำเนินงานธุรกิจหลักสำหรับอนาคต

สตุ๊ทการ์ท/มิวนิค. ปอร์เช่ บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำ และ Siemens Energy จับมือผนึกกำลังกับองค์กรระดับโลก เพื่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมสำหรับผลิตเชื้อเพลิงธรรมชาติ (eFuel) ที่แทบจะไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมาเลย โดยโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ที่ Punta Arenas ประเทศชิลี แถลงการณ์เปิดตัวโครงการแห่งอนาคตสุดยิ่งใหญ่ ผ่านการนำเสนอจาก Juan Carlos Jobet รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของชีลิ โรงงานนำร่องกำลังจะถูกก่อสร้างขึ้นทางตอนเหนือของ Punta Arenas ภูมิภาค Patagonia ประเทศชิลี สถานที่ซึ่งได้รับการคาดหมายว่าจะสามารถผลิตเชื้อเพลิง eFuels ประมาณกว่า 130,000 ลิตร ภายในปี 2022 ส่วนระยะที่ 2 ของโครงการ กำลังการผลิตจะอยู่ที่ 55 ล้านลิตร ภายในปี 2024 และพัฒนาให้ได้ประมาณ 550 ล้านลิตรในปี 2026 ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นรับหน้าที่ดูแลโดยหนึ่งในบริษัทผู้ร่วมโครงการสัญชาติชิลี Highly Innovative Fuels (HIF) ในส่วนของ Siemens Energy ได้เริ่มจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจของโครงการในระยะต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ผมรู้สึกยินดีที่เรากำลังคืบหน้าไปในโครงการ international lighthouse project สำหรับ hydrogen economy ร่วมกับองค์กรพันธมิตรระดับโลกรายใหญ่ ทั้งจากแวดวงธุรกิจ และการเมือง” ข้างต้นคือความเห็นจาก Armin Schnettler รองประธานบริหาร (Executive Vice President) ส่วนงาน New Energy Business ของ Siemens Energy “ด้วยโครงการ Haru Oni ทำให้เราสามารถนำเสนอเทคโนโลยี power-to-X ของเราออกสู่ตลาดโลกได้ เรากำลังร่วมมือกันพัฒนา และสร้างสรรค์โรงงานอุตสาหกรรมลูกผสมขนาดใหญ่รายแรกของโลก สำหรับผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศชิลี เรากำลังประยุกต์ใช้หนึ่งในโครงการด้านพลังงานที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด เมื่อพิจารณาถึงอนาคต และการก้าวไปข้างหน้าเพื่อลดอัตราการปล่อยสารประกอบคาร์บอนในอุตสาหกรรมยานยนต์ นั่นหมายความว่าเรากำลังจะสร้างสิ่งสำคัญ รวมทั้งมีส่วนส่งเสริมการลดมลภาวะจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เกิดขึ้นจากการเดินทางสัญจร และกิจกรรมการขนส่ง”

ปอร์เช่ ในฐานะผู้ผลิตรถสปอร์ต เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการนำเสนอโครงการ และจะนำเอาเชื้อเพลิง eFuels มาใช้กับรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในของตนเอง Michael Steiner สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ผู้กำกับดูแลส่วนงานวิจัยและพัฒนา ของ Porsche AG กล่าวว่า: “ปอร์เช่ก่อตั้งขึ้นจากจิตวิญญาณแห่งนักบุกเบิก สิ่งนั้นเป็นแรงผลักดันเรามาตลอด เราเติบโตขึ้นด้วยนวัตกรรม เรายังคงเชื่อมั่นว่าจะเป็นผู้คิดค้นเชื้อเพลิงรูปแบบใหม่ และเราปรารถนาที่จะพัฒนามันต่อไป ไม่หยุดยั้ง ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตอบโจทย์กลยุทธการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเราได้อย่างชัดเจน หมายความว่าปอร์เช่ จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้จนหมดก่อนปี 2030 โดยน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนรูปแบบใหม่ คือหัวใจหลักที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ปอร์เช่ 911 รถสปอร์ตระดับตำนานของเรา มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการใช้เชื้อเพลิง eFuels แม้แต่กับรุ่นคลาสสิกอันเป็นที่หลงใหลของนักขับ เพราะรถปอร์เช่คลาสสิกประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของรถยนต์ปอร์เช่ทุกคันที่ถูกสร้างขึ้น ยังคงโลดแล่นอยู่บนถนนตราบจนทุกวันนี้ การทดสอบเชื้อเพลิงทดแทนของเราประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เชื้อเพลิง eFuels ก่อให้เกิดหนทางที่จะลดมลภาวะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลในเครื่องยนต์สันดาปภายใน เหนือสิ่งอื่นใด เรากำลังจะใช้เชื้อเพลิงล็อตแรกจากชิลีกับรถแข่งในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ Porsche Mobil 1 Supercup ตั้งแต่ฤดูกาล 2022 เป็นต้นไป”

ประเทศชิลี ตั้งเป้าชัดเจนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Green Hydrogen Strategy ระดับสากล แผนงานดังกล่าวคือการสร้างแหล่งพลังงาน electrolyser ขนาด 5 gigawatts (GW) ภายในปี 2025 และเพิ่มขนาดเป็น 25 GW ภายในปี 2030 โดยมีจุดประสงค์เพื่อผลิตพลังงานจากไฮโดรเจนด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุดในโลก และพัฒนาก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้นำในการส่งออกพลังงานสะอาด green hydrogen รวมทั้งตลาดอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้อง

โครงการ Haru Oni นำเอาข้อดีจากโรงไฟฟ้าพลังงานลม wind energy ในจังหวัด Magallanes ทางตอนใต้ของชิลี มาผลิตเชื้อเพลิงปราศจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ด้วยพลังงานสะอาดต้นทุนต่ำ ในขั้นตอนแรก แหล่งพลังงาน electrolysers จะแยกน้ำสะอาด ออกเป็น oxygen และ green hydrogen โดยอาศัยพลังงานลมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จะถูกกรองออกจากอากาศ และผสมกับ green hydrogen เพื่อสังเคราะห์ methanol ซึ่งจะเปลี่ยนสภาพเป็นเชื้อเพลิง eFuel โรงงานนำร่องมีกำหนดเดินสายการผลิตในช่วงกลางปี 2022 ทั้งนี้นอกจาก Siemens Energy ปอร์เช่ และ HIF ยังมีองค์กรพันธมิตรอย่าง Enel, ExxonMobil, Gasco และ ENAP เข้ามามีบทบาทในโครงการ Haru Oni เช่นเดียวกัน

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “Haru Oni” ได้ที่: www.siemens-energy.com/haru-oni

Contact partner for media:
Porsche AG
Peter Gräve
Phone: +49 1523 911 3486
Email: peter.graeve@porsche.de

Siemens Energy AG
Alfons Benzinger
Phone: +49 174 155 9447
Email: alfons.benzinger@siemens-energy.com

Dr. Ing. h.c. F. Porsche AG มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ Stuttgart-Zuffenhausen เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่สร้างผลกำไรได้สูงที่สุดในโลก ในปี 2020 ปอร์เช่ส่งมอบรถยนต์ใหม่เป็นจำนวนมากกว่า 270,000 คันไปยังลูกค้าทั่วทุกมุมโลก ประกอบด้วย 911, 718 บ็อกซเตอร์ (718 Boxster), 718 เคย์แมน (718 Cayman), คาเยนน์ (Cayenne), มาคันน์ (Macan), พานาเมร่า (Panamera) และ ไทคานน์ (Taycan) บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน 4.2 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ โดยปอร์เช่มีโรงงานผลิตรถยนต์ 2 แห่งใน Stuttgart และ Leipzig รวมทั้งศูนย์วิจัย และพัฒนาใน Weissach พร้อมบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในองค์กรกว่า 36,000 ชีวิต ปอร์เช่มีพันธสัญญาในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ให้กำเนิดเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมายในวงการมอเตอร์สปอร์ต ปอร์เช่มีความตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ด้านการมีส่วนร่วมรับผิดชอบทั้งต่อเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และสังคม ภายในปี 2030 บริษัทมีแผนลดปริมาณการปล่อยสารประกอบคาร์บอน ตลอดทั้งกระบวนการห่วงโซ่คุณค่า และตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่วางจำหน่าย

Siemens Energy เป็นหนึ่งในบริษัทด้านเทคโนโลยีพลังงานระดับชั้นนำของโลก มีการดำเนินงานร่วมกับลูกค้า และพันธมิตรเกี่ยวกับระบบพลังงานสำหรับอนาคต รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ การแก้ไขปัญหา และงานบริการ Siemens Energy ครอบคลุมเกือบทั้งหมดของห่วงโซ่คุณค่าในธุรกิจพลังงาน ตั้งแต่แหล่งกำเนิด การขนส่ง จนถึงการจัดเก็บพลังงาน ทั้งพลังงานในรูปแบบดั้งเดิม และเทคโนโลยีพลังงานทดแทน อาทิ แก๊ส และกังหันไอน้ำ โรงไฟฟ้า hybrid ที่ทำงานด้วย hydrogen และ power generators รวมทั้ง trans-formers มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์ล้วนแล้วแต่ปราศจากสารประกอบคาร์บอน บริษัทหลักในเครือข่ายคือ Siemens Gamesa Renewable Energy (SGRE) มีส่วนสำคัญที่ทำให้ Siemens Energy เป็นผู้นำตลาดพลังงานทดแทน ประมาณ 1 ใน 6 ของโรงไฟฟ้าทั่วโลก ใช้พื้นฐานเทคโนโลยีจากบริษัทนี้ โดย Siemens Energy มีบุคลากรมากกว่า 90,000 คนในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก และบริษัทมีรายได้ประมาณ 27.5 พันล้านยูโร ในปีงบประมาณ 2020
www.siemens-energy.com.

ติดตามข้อมูลข่าวสาร และภาพถ่ายได้ที่ Porsche Newsroom: newsroom.porsche.com